วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ไม่เห็นต้องตกใจ!! ที่หนี้ครัวเรือนพุ่ง 12% ทุบสถิติสูงสุดในรอบ 5 ปี



                   ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/

            ได้ดูข่าวที่ นายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลการสำรวจ สถานภาพหนี้ภาคครัวเรือน ว่า กลุ่มตัวอย่าง 64.6% ตอบว่า มีหนี้สิน โดยจำนวนหนี้เฉลี่ยครัวเรือนของปี 2556 ขึ้นมาอยู่ที่ 188,774.54 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 12% จากเฉลี่ยของปี 2555 ที่อยู่ที่ 168,517.16 บาทต่อครัวเรือน เป็นอัตราการเพิ่มด้วยตัวเลข 2 หลัก และสูงที่สุดตั้งแต่การสำรวจช่วง 5 ปี หรือตั้งแต่ปี 2551-2556 ในจำนวนหนี้ 188,774.54 บาท เป็นหนี้ในระบบ สัดส่วน 50.4% และ หนี้นอกระบบ 49.6% โดยมีการผ่อนชำระเดือนละ 11,671.93 บาท
              โธ่ อาจารย์ครับจะห่วงใยไปทำไม มันเกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลไม่ใช่หรือครับ รถคันแรก ค่าแรง 300 บาท ไหนจะราคาของอาหารถีบตัวสูงขึ้นก่อนค่าแรง ซึ่งจะว่าไปแล้วค่าแรงไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง จากประสบการณ์ที่เห็นมาของบริษัทหนึ่ง ได้ 300 บาทจริง แต่วันหยุดไม่ได้เงิน
             แต่ราคาของสิ้นค้ามีแต่พาเหรดขึ้น ไม่เชื่อเดินไปซื้ออาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยวซิ มีไหมจานละ 20 ชาม 15 เหมือนเมื่อก่อน
             บทสรุป ปัจจัยที่เป็นหนี้เพิ่มเพราะนโยบายของรัฐบาล ที่จะกระตุ้นให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยให้มากๆ แม๊อาจารย์ครับ ทีรัฐบาลกู้ 2 ล้านล้านบาท นี้แหละตัวอย่าง ชีวิตมีแต่กู้

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อุแม้เจ้า!!!! พยาธิที่เราขยะแขยงกลับมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย

 ที่มาของภาพ : http://www.thairath.co.th/content/edu/353658


      แต่ไหนแต่ไร เรามักเชื่อกันว่าพยาธิเป็นปารสิต ที่รั้งแต่จะให้เกิดความเสียหายต่อร่างกาย ต้องกำจัดออกไป แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้ค้นพบว่าการมีพยาธิไส้เดือนตัวกลมอยู่ในตัว กลายเป็นเรื่องดีไปเสียแล้ว ไม่เพียงแต่มันจะช่วยไม่ให้อ้วนขึ้นเท่านั้น หากยังช่วยให้โรคอันเนื่องมาจากการกินเกินทุเลาขึ้นได้ด้วย

นักวิจัยประมาณว่ามีคนที่มีพยาธิชนิดนี้อยู่ในตัวทั่วโลกอาจมากถึง 2 พันล้านคน และยังเชื่อว่ากว่าจะสิ้นศตวรรษที่ 20 ทุกคนอาจจะมีอยู่กันโดยถ้วนหน้าไปแล้ว

นักวิจัยโรงเรียนแพทย์บัลติมอร์ของสหรัฐฯ ได้ศึกษาผลของพยาธินี้กับหนูที่ขุนด้วยอาหารมันๆ ได้ผลปรากฏว่าหนูที่มีพยาธิจะอ้วนน้อยกว่าตัวที่ไม่มีร้อยละ 15 ส่วนหนูที่อ้วนอยู่แล้ว พอมีพยาธิ ไปไม่ถึง 10 วัน จะลดน้ำหนักตัวลงได้อย่างหยาบๆ  ร้อยละ 13 และพลอยทำให้ปริมาณกลูโคส อันเป็นปัจจัยเสี่ยงกับโรคเบาหวาน ลดต่ำลง รวมทั้งไขมันในตับลดลงร้อยละ 25 และน้ำหนักตัว จะลดไปร้อยละ 30

พวกเขารู้สึกว่าพยาธิในตัวได้กลายมีสรรพคุณเหมือนกับเป็นยา และขณะนี้ได้มีการทดลองตามสถานพยาบาลหลายแห่ง ว่ามันจะช่วยเยียวยาโรคอย่างท้องไส้ปั่นป่วน โรคปลอกประสาทอักเสบและโรคแพ้สิ่งต่างๆได้หรือไม่ โดยได้รายงานผลการศึกษาครั้งนี้ไว้ในวารสารการแพทย์ “การติดเชื้อและระบบภูมิคุ้มโรค”.

  ขอขอบคุณภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ ฉบับวันที่ 27 มิถุนายน 2556

คุณโจรครับ*** คิดยังไงถึงใส่หน้ากากขาวปล้นเซเว่นฯ



ที่มา : http://tnews.teenee.com/crime/96905.html

          ภาพข่าวหน้ากากขาวปล้นเซเว่นฯที่ดอนเมือง แม๊ๆๆช่างโหน
กระแสกับการชุมนุมไล่รัฐบาล  ร้านค้าเค้าจะไม่ระแวงกลัวผู้ชุม

ชิงทรัพย์หรือครับ  (คุณโจรครับคุณคิดได้ไงครับที่ใส่หน้ากากขาว

ปล้นเซเว่นฯ)

ที่มาของภาพ : news.mthai.com

อันนี้หน้ากากขาวชุมนุมทางการเมือง

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

24 มิถุนายน วันเกิดประชาธิปไตยของไทย เชิญอวยพรครับ

          
           ที่มาของภาพ : : http://www.prachatai.com/journal/2013/06/47352
           วันนี้วันที่ 24 มิถุนายน 2556  ถ้าย้อนอดีตไปเมื่อ 81 ปีก่อน วันนี้ในอดีตคงโกลาหลวุ่นวาย ทั้งฝ่ายผู้ก่อการยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์และฝ่ายขุนนาง โดยเฉพาะเชื้อพระวงค์ชั้นสูงที่ถูกจับเป็นตัวประกัน
             ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่ากำลังทหารสามารถที่จะยึดอำนาจพระมหากษัตริย์ผู้เป็นเจ้าชีวิตได้ ซึ่งวันที่ยึดอำนาจนั้นพระมหากษัตริย์ไม่ได้ประทับที่เมืองหลวงแต่พระองค์ประทับ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
             ผู้เขียนเคยอ่านหนังสืออัตชีวประวัติ จอมพลประภาส จารุเสถียร ฝากเรื่องราวไว้ให้ลูกหลานเล่ม1 ได้เล่าถึงเหตุการณ์การยึดอำนาจว่า ทหารส่วนใหญ่ที่มา ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า ตอนย่ำรุ่งส่วนใหญ่ถูกหลอกมาประมาณว่ามาซ้อมรบ จะมีบางกลุ่มเท่านั้นที่รู้ว่ามาด้วยจุดประสงค์ใด ทหารส่วนใหญ่มารู้อีกทีว่ามาเป็นกำลังให้ยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์ก็เมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนาปีนขึ้นไปบนยอดรถหุ้มเกราะคันหนึ่งและอ่านประกาศคณะราษฎร ซึ่งเป็นแถลงการณ์ประกาศถึงจุดจบของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชและการสถาปนารัฐอันมีรัฐธรรมนูญขึ้นในสยาม
             ในมุมมองของข้าพเจ้าถ้าพระมหากษัตริย์จะยึดอำนาจคือก็ทรงทำได้ แต่ด้วยพระองค์ท่านไม่อยากให้เกิดการนองเลือด จึงทรงยอมทำตามที่คณะราษฎรทุกประการ

               สถิติ 81 ปี ประชาธิปไตยไทย
    - ปฏิวัติ รัฐประหาร 24 ครั้ง สำเร็จ 12 ครั้ง
    - มีรัฐธรรมนูญที่ผ่านการใช้มาแล้วไม่น้อยกว่า 18 ฉบับ ถือว่าเป็นประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญเปลืองมากที่สุดในโลก
    - มีนายกรัฐมนตรี 28 คน
    - มีเหตุการณ์ที่ประชาชนชุมนุมทางการเมืองและเกิดการนองเลือดที่สำคัญ คือ 14 ตุลาคม 2516,6 ตุลาคม 2519,17 -20 พฤษภาคม 2535, 7 สิงหาคม 2551 (เสื้อเหลือง), พฤษภาคม 2553 (เสื้อแดง)

                 การเมืองของไทยปัจจุบันประชาชนมีความคิดทางการเมืองเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มสนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ทั้งสองกลุ่มเมื่อเผชิญหน้ากันมีแนวโน้มจะทำร้ายกัน
               สุดท้ายขออวยพรให้การเมืองของไทย มีนายกรัฐมนตรีทำงานครบวาระ มีรัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องถูกฉีกอีก ขอให้ผู้ที่ทำงานด้านการเมืองแต่มุ่งประโยชน์ส่วนตน อาศัยเสียงประชาชน กล่าวอ้างคะแนนทีได้จากประชาชนมาเป็นเหลือบคอยดูดเลือด ดูดเนื้อ รุมทึ้งงบประมาณเข้าพกเข้าห่อตนเอง จงฉิบหายอย่าได้ตายดี สาธุ

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พระ !!! แค่คนห่มผ้าเหลือง หรือผู้ปฏิบัติธรรมน่ากราบไหว้


ที่มาของภาพ : http://board.palungjit.com
         ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับพระ เป็นข่าวใหญ่ยึดหน้าหนึ่ง นอกจากนี้ยังแพร่กระจายไปยังโลกอินเทอร์เน็ต วิพากษ์วิจารณ์กันมันปาก นั้นคือพระที่มีทรัพย์สินสฤงคารมากเป็นพิเศษ เช่น รถหรู เครื่องบินเจ็ท เครื่องใช้ไม้สอยที่หรูหรา ระดับแบรนด์เนมดัง นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเช่น เสพยาเสพติด ค้ายาเสพติด และพฤติกรรมทางเพศด้วย
          ที่จริงข่าวพวกนี้มีมาตลอดทำให้ผู้เขียนมีความรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แม๊ๆพระก็มาจากคนที่ผ่านพิธีกรรมการบวช หรืออีกนัยหนึ่งก็คนที่ผ่านพิธีกรรมเป็นนักบวชในศาสนาพุทธ
           ศาสนาพุทธนับแต่กำเนิดขึ้นจนถึงปัจจุบันก็ผ่านมาไม่น้อยกว่า 2,500 ปี เป้าหมายสูงสุดของผู้เข้ามาเป็นนักบวชของศาสนาพุทธคือบรรลุธรรมระดับอรหันต์ หรือที่เราเรียกว่าสภาวะนิพพาน หมดสิ้นกิเลส แม้มีโคโยตี้เปลือยกายมาเต้นต่อหน้าก็ไม่รู้สึกรู้สา
          แต่ถ้าปฏิบัติธรรมไม่ถึงระดับดังกล่าว หรือยังไม่พ้นสภาวะปุถุชน ยังมีกิเลส ศัตรูที่สำคัญคือผู้หญิง ยศ ลาภสักการะ แม้ในช่วงที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพเรื่องพวกนี้ก็เกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่ใช่เพิ่งมาเกิดเอาในช่วงนี้
           พุทธศาสนาใช่ว่าจะมีแค่พระ แต่มีผู้เกี่ยวข้องที่สำคัญมีนามเรียกขานว่าพุทธบริษัทซะด้วย ซึ่งมีด้วยกัน 4 อย่างคือ
          1. ภิกษุ นั้นคือนักบวช หรือเรียกง่ายๆว่าพระ มีที่อยุ่เป็นสัดส่วนแยกจากชาวบ้าน ในอดีตมีการอยู่ตามถ้ำ โคนต้นไม้ ตามป่าเขาที่เรามักเรียกว่าพระป่า อีกกลุ่มหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านแต่สร้างที่อยู่เป็นเอกเทศเราเรียกว่าวัด มักเรียกว่าพระบ้าน (แต่มีคนเคยถามว่าวัดอะไรไม่มีพระจำพรรษา) การแต่งองค์ทรงเครื่อง มีแค่ 3 ชิ้น ที่เราเรียกว่าไตรจีวร ประกอบด้วยผ้านุ่งและผ้าห่ม อันได้แก่สังฆาฏิ (ผ้าพาดบ่า) อุตราสงฆ์ (ผ้าจีวรสำหรับห่ม) และอันตรวาสก (สบงสำหรับนุ่ง) สีก็ไม่ได้มีหลากสีเน้นโทนสีเหลือง บางคนอาจเห็นสีเหลืองคล้ำนิยมในหมู่พระสายป่าหรือสีกรัก ส่วนเครื่องใช้ไม้สอยมี 8 อย่างที่เรียกว่าอัฐบริขาร สบง (ผ้านุ่ง) จีวร (ผ้าห่ม) สังฆาฏิ (ผ้าซ้อน) บาตร มีดโกน เข็ม ประคดเอว ธมกรก (ที่กรองน้ำ)  ของพวกนี้เอาไว้ใส่ในพิธีกรรมการบวช แต่ปัจจุบันในชีวิตจริงของผู้เขียนที่ผ่านการบวชเมื่อบวชแล้วเข็มก็ไม่ได้ใช้ ที่กรองน้ำก็ไม่ได้ใช้
           ส่วนการประพฤติปฏิบัติตนหรือการดำเนินชีวิตก็ต้องสำรวม หมั่นศึกษาธรรม รักษาศีล 227 ข้อ  ทำสมาธิกิจวัตรมี 10 ประการที่สำคัญ ดังนี้
     ๑. ลงอุโบสถ   
     ๒. บิณบาตเลี้ยงชีพ
   
     ๓. สวดมนต์ไหว้พระ
   
     ๔. กวาดอาวาสวิหารลานเจดีย์
   
     ๕. รักษาผ้าครอง
   
     ๖. อยู่ปริวาสกรรม
    
     ๗. โกนผมปลงหนวดตัดเล็บ    
    ๘. ศึกษาสิกขาบทและปฏิบัติพระอาจารย์   
    ๙. เทศนาบัติ
    ๑๐. พิจารณาปัจจเวกขณะทั้ง ๔ เป็นต้น
        
ระดับการบรรลุธรรมของนักบวชพุทธศาสนามีอยู่ 4 ระดับคือพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์  เรียกว่าอริยบุคคล พ้นจากปุถุชน มีในบทสวดมนต์บทพระสังฆคุณ
     2. ภิกษุณี คือนักบวชที่เป็นผู้หญิง ในประเทศไทยไม่แน่ใจว่ามีอยู่หรือไม่เพราะพิธีกรรมยุ่งยากศีลก็เยอะตั้ง 311 ข้อ ไม่รู้ว่ามีคนสับสนกับแม่ชีหรือเปล่า
     3. อุบาสก คือผู้ที่ไม่ใช่นักบวช เป็นชาวบ้านเพศชายที่เลื่อมใสศรัทธาและนับถือพุทธศาสนา มีพิธีกรรมเหมือนกันนั้นคือกล่าวคำนับถือพระรัตนตรัย รับศีล 5 ถ้าพิเศษในวันพระจะนับถือศีล 8 หน้าที่ของอุบาสกจะว่าไปแล้วเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชู เพราะว่าภิกษุ ภิกษุณีไม่ได้ประกอบอาชีพ ประเภทบ้านไม่ได้เช่า ข้าวไม่ได้ซื้อ กับข้าวไม่ได้ทำ ซึ่งศัพท์ของคำว่าภิกษุคือผู้ขอ ที่เราเรียกว่าบิณฑบาตร ถ้าไม่มีอุบาสกหรือไม่มีคนนับถือพุทธศาสนา คงไม่มีใครให้ที่อยู่ ให้ยา ให้ข้าว ให้น้ำ(รถหรู เครื่องบินเจ็ท .(ฮา) แก่ภิกษุ
     4. อุบาสิกา เช่นเดียวกับอุบาสก แต่เป็นเพศหญิง ที่จริงคำว่าอุบาสกแปลว่าผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย เป็นกำลังสำคัญที่คอยส่งข้าวส่งน้ำ แล้วผลตอบแทนที่ได้นั้นคือผลบุญ ความสุขทางใจ แต่ส่วนมากเมื่อทำบุญก็ สาธุขอให้ร่ำรวย สาธุขอให้ถูกหวย ขอให้เกิดเป็นเทวดา อย่าตกนรก (ฮา)
       บทสรุปคือ พระก็แค่คนธรรมดาที่ผ่านพิธีกรรมการบวชที่ปัจจุบันมีคนประชดการบวชว่าคนที่บวชมีสาเหตุมาจาก “บวชรัก - บวชลอง - บวชครองประเพณี - บวชหนีสงสาร - บวชผลาญข้าวสุก - บวชสนุกตามเพื่อน - บวชหนีอกหัก - บวชหลักลอย - บวชคอยงาน - บวชสังขารเสื่อม - บวชเพราะเมียไล่ไปบวช” (ฮา) เมื่อเป็นคนธรรมดามาบวชก็ย่อมมีโอกาสพลาดที่จะประพฤติตนไม่เหมาะสม แต่มองในมุมกลับ ใครน้ออยากได้บุญเยอะ บุญมหาศาลจนถวายรถหรู เครื่องบินเจ็ท เงินทอง ฯลฯ แล้วใครผิดใครถูกพิจารณาเอาครับ

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กกต.ย่อมาจากอะไร

    
                          ที่มา : http://thainews.prd.go.th
  ม่ได้เขียนบทความตั้งหลายวัน สาเหตุมาจากเน็ตล่ม และการงานที่ค่อนข้างจะรัดตัว หัวข้อบทความวันนี้ชื่อ กกต. ย่อมาจากอะไร อันเนื่องจากผู้เขียนได้รับข้อความทาง fb ของเพื่อนถามว่า กกต.ย่อมาจากอะไร ผู้เขียนตอบว่าย่อมาจาก "คณะกรรมการการเลือกตั้ง" เพื่อนกลับบอกว่าไม่เอา เอาแบบขำๆ งงเลย!!!! เรานึกขึ้นได้ก็เลยบอกว่า กกต.ย่อมาจากคำว่า "โกงการเลือกตั้ง"
        ในการปกครองของโลกใบนี้มีระบบใหญ่ๆ อยู่ 2 ระบบ คือ 1) แบบเผด็จการ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นกับผู้นำสูงสุดในรัฐ ไม่มีการเลือกตั้ง การสืบทอดอำนาจทางการเมืองส่วนมากจะสืบทอดกันโดยสายโลหิต เช่นเกาหลีเหนือ หรือมีทายาททางการเมืองรองรับไว้ 2) แบบประชาธิปไตย การเลือกตั้งแบบนี้นักวิชาการบางท่านบอกว่าเป็นระบบการเมืองแบบตัวแทนโดยมีการเลือกตัวแทน ผ่านระบบการเลือกตั้ง ที่เราชินตาและมีประสบการณ์ก็คือ การเข้าคูหา กากบาทเบอร์ ผู้สมัคร พรรคการเมืองที่เราชอบแล้วหย่อนลงหีบ รอประกาศผลว่าใครถูกเลือกมากที่สุดก็จะได้อำนาจทางการเมือง
        ประเด็นสำคัญคือการเลือกตั้งนั้นมีความสุจริต โปร่งใสแค่ไหน ในบ้านเมืองเรานั้น 100% เชื่อว่าไม่มีสุจริต มีการทุจริต ขาดความเที่ยงธรรม ซึ่งตั้งแต่ปี 2475 ถึงก่อนปี 2540 ที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นั้น ก็มีการพูดถึงการทุจริตในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้รับผิดชอบในการจัดตั้งเลือกตั้งที่ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เป็นแม่งานหลักในการจัดการเลือกตั้ง ส่งผลให้มีการนำปัญหานี้ไปศึกษาว่าทำอย่างไรการเลือกตั้งถึงจะสุจริตเที่ยงธรรม
       เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 จึงมีแนวคิดที่จะจัดตั้งองค์กรที่มีความเป็นมืออาชีพ เป็นอิสระปลอดจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง มาทำหน้าที่จัดการการเลือกตั้ง ทำให้เกิดสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งขึ้นมาโดยถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540

        โครงสร้างองค์กร จะมีคณะกรรมการบริหารระดับชาติ หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งจำนวน 5 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี ดำรงตำแหน่งได้เพียงครั้งเดียว และมีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ซึ่งจำนวน กกต.จังหวัดมี 5 คน เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้าง
        หลังจากมีคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้วถามต่อว่า มีการโกงการเลือกตั้งไหม ซึ่งตลอดระยะเวลาที่มีองค์กรนี้ทุกคนเชื่ออย่างสนิทใจว่ายังโกงเหมือนเดิม และที่หนักหนาสาหัสก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้งบางชุดต้องไปนอนห้องขัง เป็นที่ฮือฮา และถือว่าเป็นภาพลักษณ์ที่ตกต่ำมาก
         บทสรุปก็คือ ไม่รู้จะตั้งมาให้เปลืองงบประมาณทำไม ในเมื่อไม่สามารถทำได้ตามปรัชญาที่ว่า จัดการเลือกตั้งทุกระดับด้วยความสุจริต โปร่งใสและเที่ยงธรรม

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กินข้าวทุ่งนุ่งผ้าไหม (การท่องเที่ยวเชิงเกษตร)

     วันนี้ได้เดินทางไปเยี่ยมพ่อ ซึ่งเกิดอุบัติเหตุหกล้มข้อมือหัก ต้องใส่เฝือก บ้านของพ่ออยู่บ้านกู่กาสิงห์ อ.เกษตรวิสัย จ.หวัดร้อยเอ็ด คุณพ่อไม่ได้เกิดและเติบโตที่นี้ แต่ท่านมาได้ภรรยาใหม่ที่นี้ อยู่มาได้ประมาณสิบกว่าปี
      บ้านกู่กาสิงห์แห่งนี้ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งการชูให้ผู้ที่ต้องการมาเที่ยวที่นี้ได้สัมผัสบรรยากาศลูกทุ่งสบายๆ โดยให้นักทักเที่ยวได้นุ่งผ้าไหม และไปกินข้าวที่ทุ่งนา (ข้าพเจ้าไม่เคยได้นุ่งผ้าไหม แต่ได้กินข้าวที่ทุ่งนา อาหารนั้นไม่ต้องบรรยาย ไปเอาปลาที่ตกคลักซึ่งภาษาอีสานเรียกว่าปลาข่อน มาจี่ หรือเผาไฟกินกับปลาร้าบอง)
      บ้านกู่กาสิงห์ทางเข้าหมู่บ้านจะติดถนนสายนครราชสีมา - ยโสธร ถ้ามาจากตัวอำเภอเกษตรวิสัยจะมุ่งหน้าไปอำเภอสุวรรณภูมิ ประมาณ 8 กิโลเมตร เมื่อเลี้ยวเข้าหมู่บ้านจะเห็นป้ายบอกทางว่าจะต้องเข้าไปอีก 10 กิโลเมตร
     
 กองหินที่อยู่นี้ไม่รู้ว่าเป็นส่วนไหนของกู่กาสิงห์ซึ่งได้กองไว้อย่างนี้ตั้งนานแล้ว เท่าที่จำได้กองไว้อย่างนี้ไม่น้อยกว่าสิบปี
       ข้างๆกู่กาสิงห์มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์บ้านกู่กาสิงห์ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลตำบลกู่กาสิงห์ วันที่ไปไม่มีเจ้าหน้าที่เปิดให้เข้าเยี่ยมชม
    เป็นป้ายสำหรับใครอยากทราบข้อมูลผ่านระบบ 3 G
  องค์กู่กาสิงห์ อายุราว พ.ศ. 1560-1630 สมัยขอม เหตุที่ได้ชื่อว่ากู่กาสิงห์จากการสอบถามทราบว่าเพราะมีรูปปั้นสิงห์ ซึ่งได้หายไปตั้งนานแล้วและไม่ปรากฏว่าอยู่ที่ไหน ปัจจุบันได้มีการปั้นจำลองไว้ตรงทางเข้าหมู่บ้าน นอกจากจะมีกู่กาสิงห์แล้วหมู่บ้านนี้ยังมีกู่โพนระฆัง ซึ่งปัจจุบันกำลังบูรณะซ่อมแซมและกู่โพนวิจ ซึ่งปัจจุบันเหลือร่องรอยน้อยมาก แทบจะไม่เห็นเค้าว่าเป็นกู่
     ขากลับแวะช้อปปิ้งที่ประตูน้ำร้อยเอ็ดครับ

  ป้ายขนาดใหญ่ เป็นแหล่งขายเสื้อผ้า รองเท้า และสินค้าอื่นๆ คงจำลองมาจากประตูน้ำกรุงเทพมหานคร ซึ่งเมื่อวานก็ไปประตูน้ำขอนแก่นมา ราคาสินค้าใช่ว่าถูกหรือว่าเป็นเพราะนโยบายค่าแรง 300 บาท
  นอกจากนี้ยังแวะเยี่ยมชมสถานแสดงพันธ์สัตว์น้ำ ไม่มีค่าเข้าเยี่ยมชม ฟรีครับ เปิดวันพุธถึงวันอาทิตย์


 ป้ายบอกที่มาที่ไปว่าสถานที่ที่นี้เกิดขึ้นเพราะใคร (ท่านอนุรักษ์ จุรีมาศ) ค่าก่อสร้างไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านบาท
               

  จุดเด่นคือมีการทำอุโมงค์ เวลาดูปลาเสมือนหนึ่งได้ดูใต้น้ำ ครับ
  สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำอยู่ติดบึงพลาญชัย สามารถมองเห็นซุ้มประตูเมืองสาเกตนคร ซึ่งเมืองร้อยเอ็ดเดิมชื่อเมืองสาเกตนคร มีความเจริญรุ่งเรือง มีเมืองขึ้นถึง 11 เมือง โครอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมคลิ๊ก (http://www.rd.go.th/roiet/44.0.html)
 บึงพลาญชัย หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดร้อยเอ็ด มีการจัดทำสวนสาธารณะ ถือเป็นปอดของชาวร้อยเอ็ด
                               หนึ่งในกิจกรรมที่มาบึงพลาญชัย ให้อาหารปลาและนก

  ที่จริงในตัวเมืองร้อยเอ็ดยังมีที่เที่ยวหลายแห่งที่สำคัญเช่นพระใหญ่ วัดบูรพาราม หรือพิพิธภัณฑ์สถานร้อยเอ็ดเป็นต้น ว่างๆก็ลองแวะไปเที่ยวชมนะครับ





 

วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กว่าจะได้เป็นครูมันแสนเหนื่อย

                                ที่มา :http://www.sskru.ac.th/2013/main.php

    ช่วงนี้มีข่าวที่เกี่ยวกับวงการของครูสองเรื่องใหญ่ๆ ที่ยึดครองพื้นที่สื่อ นั้นคือข่าวการสรุปผลการสมัครสอบครูผู้ช่วยที่มีผู้สมัคร 8 หมื่นกว่าราย แต่ตำแหน่งที่ว่างมีแค่ พันกว่าอัตรา โอ้แม่เจ้าทำไงจะสอบได้เนี้ย ซึ่งในการสอบรอบใหม่ต่างก็หาวิธีการที่จะไม่ให้มีการทุจริตในการสอบ และข่าวอีกเรื่องหนึ่งก็คือการสอบรอบก่อนที่มีการระบุว่าเกิดการทุจริตกันอย่างเป็นขบวนการลึกลับซับซ้อนไม่ต่างจากหาเหล็กไหลในถ้ำ ซึ่งเจ้าภาพหลักในการหาคือ DSI ( Department of Special Investigation)นั้นคือกรมสอบสวนคดีพิเศษแห่งราชอาณาจักรไทย สังกัดกระทรวงยุติธรรม โดยล่าสุดพบว่ามีคนรับสารภาพว่าได้
จ่ายเงิน 4-6 แสน แลกกับเฉลยข้อสอบ โอ้แม่เจ้า!!! คนจนๆเก่งๆแต่ไม่มีเงิน จะได้เป็นครูไหมน้อ
    ถ้าเกิดการเข้าไปเป็นครูด้วยการเสียเงิน แล้วครูที่ได้จะเป็นแม่พิมพ์พ่อพิมพ์ที่ได้ไหมน้อ ผู้เขียนเคยได้รับสมุดจรรยาบรรณของความเป็นครู ภายในเล่มจะจรรยาบรรณ ตัวอย่างที่ทำแล้วผิดจรรยาบรรณ และล่าสุดผู้เขียนได้ไปสถาบันที่ทำหน้าที่ผลิตครู สถาบันแห่งนี้มีการติดข้อความเป็นต้นไม้เห็นแล้วอยากแชร์ให้ผู้ที่ได้ทำหน้าที่ในแวดวงการศึกษาปฏิบัติให้ได้ตลอดจนเกษียณอายุราชการนะครับถ่ายมาแค่ 3 ภาพที่คิดว่าโดนที่สุด ดังนี้
      ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์จากการนินทาของเพื่อนถึงครูคนหนึ่งที่เรียกรับผลประโยชน์ หรืออยากได้สิ่งของจากนักศึกษา ถ้าทำได้คงไม่มีข่าวขอนอนกับนักศึกษาเพื่อให้เกรดดีขึ้นแน่นอน
     อันนี้ก็เคยมีประสบการณ์อีกเช่นกัน ได้ยินลูกศิษย์นินทาครูอีกเช่นเคย เช่นถ้าลูกศิษย์ที่ไม่ชอบขี้หน้าจะต้องกดเกรดเข้าไว้ แต่สำหรับคนที่ชอบพอ แม๊มาลอกฉันแต่เกรดทำไมดีกว่าฉัน
    อันนี้ลูกศิษย์ก็เคยระบายความในใจว่าถูกครูผู้สอนบังคับให้เชื่อตามที่ครูบอก ห้ามเถียง ประเภทข้อ 1ครูถูกเสมอ -ข้อ 2 ครูทำอะไรไม่ผิด ถ้าไม่เข้าใจให้กับไปดูข้อ 1 ใหม่ การสร้างกรงขังทางความคิดของเด็กจะดีในแง่การปลูกฝังให้รักชาติ มีระเบียบวินัย แต่ใช้ไม่ได้ดีในการสร้างจินตนาการหรือความคิดเชิงสร้างสรรค์
         สรุป ถ้าเป็นครูเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าจะสอบได้ การเป็นครูที่มีจิตสำนึก มีจิตวิญญาณของความเป็นครูนั้นยากยิ่งกว่าครับ



วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

โอ้แม่เจ้า!!!!!! ขาดทุน 2 แสนล้านบาท ถ้าเป็นเอกชนเจ๊งแล้ว

         



          ที่มาของภาพ : http://www.tnews.co.th/html/news/58046
   ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ  ชื่อสถาบันนี้คือมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากล ส่งสัญญาณว่าจะลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอันเนื่องมาจากโครงการรับจำนำข้าวซึ่งขาดทุนมหาศาลขาดทุนไปไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท
        เมื่อมีกระแสข่าวมาแบบนี้ทำให้รัฐบาลนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้ ไหนจะโดยซักถามจากสื่อมวลชนว่าเรื่่องดังกล่าวมีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้สัมภาษณ์ว่า "มอบหมายให้คลังและพาณิชย์ไปตรวจสอบ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าขาดทุนไปเท่าไหร่เขายังไม่รายงานให้ทราบค่ะ"
     และล่าสุดหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 7 มิถุนายน 2556 พาดหัวข่าวว่า "รัฐโล่ง! มูดี้ส์เผย ไทยยังไม่เสี่ยงถูกลดเครดิตจากพิษปมจำนำข้าว" ประเด็นสำคัญคือถ้าไทยเราถูกลดความน่าเชื่อถือจะมีผลอย่างไร ซึ่งหอการค้าไทยให้คำตอบว่า "หากประเทศไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ จะส่งผลกระทบการลงทุนภาครัฐ และทำให้ต้นทุนเอกชนสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนทั้งในหุ้นรวมไปถึงการลงทุนในประเทศไทย รวมทั้งยังส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย"
      ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งอันเป็นที่มาของชื่อบทความคือ นโยบายรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของรัฐบาลก่อนการเลือกตั้ง โดยนโยบายนี้มีผู้ไม่เห็นด้วยพร้อมทั้งชี้ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ
      ผู้ที่ไม่เห็นด้วยที่สำคัญคือ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร หรือ ดร.โกร่ง ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และหัวหน้าทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจรัฐบาล (ไม่รู้ตั้งมาทำไมตั้งมาแล้วเขาท้วงติงแล้วก็ไม่ฟังเค้า : ไม่เชื่อที่ปรึกษา)
     เรื่องจำนำข้าวไม่ต้องใช้สมองให้เปลืองแรงๆเปล่าๆ มีโรงรับจำนำที่ไหนให้ราคาจำนำสูงกว่าท้องตลาด ผิดหลักการจำนำเห็นๆ แต่ทำไมต้องดันทุรังทำให้ขาดทุนเพราะว่าเป็นนโยบายที่หาเสียงเป็นพันธะสัญญา ไม่ทำเสียคะแนนเสียง อีกอย่างหลักการบริหารราชการหรืองานของรัฐไม่ได้เน้นกำไรแต่เน้นความอยู่ดีกินดีของประชาชน แต่อย่างไรก็แล้วก็มีหลักการที่ขัดแย้งกับหลักการนี้คือหลักธรรมาภิบาล นั้นคือต้องคุ้มค่า ไม่ผลาญชาติจนเกินไป
     บทสรุปคือจะดันทุรังผลาญชาติต่อไปหรือจะหาทางลง หรือจะให้มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ ลดอันดับจริงๆ ถึงจะยอม นี้ถ้าเอกชนบริหารแล้วมันขาดทุนมหาศาลแบบนี้รับรองได้ว่า โกยเถอะโยม


วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อะไรนะ !!! บัว 3 เหล่า ไม่ใช่ 4 เหล่ารึ?

      วันนี้มีโอกาสฟังรายการวิทยุขณะขับรถทางคลื่น MCOT (อสมท) รายการเกียวกับที่มาของภาษาซึ่งดีเจพูดว่าวันนี้เราเสนอคำว่าบัว 3 เหล่า พอได้ฟังปุ๊บเกิดข้อขัดแย้งในใจปั๊บ เฮ้ยพูดผิดป่าว ฉันเรียนมาครูบาอาจารย์มีแต่สอนและให้ท่องจำบัว 4 เหล่า พอกลับมาเล่นคอมฯ เช๊กเฟสบุ๊ค เจอโพสต์ของเพื่อนเกี่ยวกับบัวอีกแหละ อะไรกันหนักกันหนา ก็เลยเป็นแรงบันดาลใจให้ค้นหาว่าตกลงมันกี่เหล่ากันแน่นะ
   โพสต์ของเพื่อนดังนี้ครับ
  ในเมื่อต่อมความสงสัยมันเกิดจัดการเข้าห้องเรียนกับอาจารย์กรู(เกิ้ล) Enter โอ้ มีข้อถกเถียงเหมือนกันแฮะ ในเวบหนึ่งเล่นแบบนี้เลย ตามนี้ครับ
   บัว 3 เหล่า ..
พระพุทธเจ้า บัญญัติ อุปมาอุปมัย
คน ดั่ง บัว 3 เหล่า
1 บัวพ้นน้ำ
2 บัวปริ่มน้ำ
3 บัวใต้น้ำ

  แล้วบัวเหล่าที่ 4 บัวที่เป็นอาหารเต่าปลา มาจากไหน ใครเพิ่มเติมเข้าไป   (แร๊งๆๆๆๆๆๆๆๆๆ )
 อีกเวบหนึ่ง โพสต์ว่ามีผู้กล่าวว่าในพระบาลีนั้นพระพุทธองค์ตรัสถึงบัวเพียงสามเหล่าไม่ใช่สี่เหล่า พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงเรื่องนี้อย่างไร มีในเล่มใด ตอนใดของพระไตรปิฎก ท่านผู้รู้โปรดแนะนำด้วยค่ะ
     ถ้าดูข้อมูล หลักฐานที่จะยืนยันได้ว่าตกลงพระพุทธเจ้าเปรียบคนดังบัวกี่เหล่าก็ต้องไปค้นคว้าจากพระไตรปิฎก งั้นมาค้นคว้าเลย ผลการค้นคว้ามีดังนี้
จาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ กล่าวว่า
    "บางเหล่ายังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงไว้ บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าตั้งขึ้น พ้นน้ำ น้ำไม่ติด ฉันใด ดูกรราชกุมาร เมื่ออาตมภาพตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ก็ฉันนั้น ได้เห็นหมู่สัตว์ซึ่งมีกิเลสดุจธุลีในจักษุน้อยก็มี มีกิเลสดุจธุลีในจักษุมากก็มี มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการเลวก็มี จะพึงสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี จะพึงสอนให้รู้ได้ยาก ก็มี บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโลกโดยเป็นภัยอยู่ก็มี. ดูกรราชกุมาร ครั้งนั้นอาตมภาพ ได้กล่าวรับท้าวสหัมบดีพรหม"
    จากพระไตรปิฎกชัดเจนว่าพระพุทธเจ้าตรัสเปรียบมนุษย์ดังบัว 3 เหล่าจริงๆ คือ ยังไม่พ้นน้ำ เสมอน้ำ และพ้นน้ำ
      แล้วที่ร่ำเรียนมาว่าเปรียบดังบัว 4 เหล่า เอามาจากไหน อันนี้ในรายการวิทยุดีเจบอกว่าเป็นของ     อรรถาจารย์ แล้วอรรถาจารย์คือใคร? ตกลงเวลาสอนนักเรียนจะสอนตามพระพุทธเจ้าหรือตามอรรถาจารย์
   สรุป แง่คิดที่ได้จากเรื่องนี้ตัวผู้เขียนตั้งแต่เกิดและร่ำเรียนมาจนจบชั้นปริญญา ในสมองมีแต่บัว 4 เหล่า ไม่เคยได้ยินบัว 3 เหล่า เพิ่งมาได้ยินครั้งแรก ดังนั้นแน่ใจได้แค่ไหนว่าความรู้ที่เรามีมันถูกต้อง 100%

โอ้ !!! เสื้อเหลือง เสื่อแดงกลายพันธุ์หันไปใส่หน้ากากอย่างเท่ห์

     ที่มาของภาพ : http://www.thairath.co.th/content/tech/348065

        ครที่ติดตามข่าวสารการเมืองช่วงนี้จะมีปรากฎการณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองสวมหน้ากากขับไล่รัฐบาล และตัวผู้เขียนก็ได้รับข้อความทางโทรศัพท์  "บ่ายโมงหน้ากากขาวนัดชุมนุมหน้าเซ็นทรัลเวิลด์/ 17น.อุลตร้าแดงนัด BTSสยาม"
        เมื่อได้รับข้อความแล้ว เป็นงงครับ หน้ากากขาวคืออะไร มาเกี่ยวกับการเมืองได้อย่างไร เป็นกลุ่มแสดงออกทางการเมืองใหม่เหรอ เนื่องจากปัจจุบันคงทราบดีว่ากระแสของกลุ่มการเมืองสำคัญๆที่เคลื่อนไหวนั้นมีสองกลุ่มใหญ่ คือกลุ่มเสื้อเหลืองและกลุ่มเสื้อแดง
       กลุ่มเสื้อเหลืองตั้งชื่อกลุ่มว่า "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" เวลานัดชุมนุมจะพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลือง อันเป็นที่มาของกลุ่มเสื้อเหลือง มีบทบาททางการเมืองระหว่างปี พ.ศ. 2548 -2552 อุดมการณ์ทางการเมืองของกลุ่มนี้ถ้าดูพฤติกรรมการแสดงออกวิเคราะห์ได้ว่าไม่เชื่อใจตัวรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลสมัยทักษิณ ชินวัตร โดยมีความเชื่อว่ารัฐบาลใช้อำนาจในทางทุจริต คอรัปชั่น ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงกระทำทุกวิถีทางที่จะล้มล้างรัฐบาล ไม่เว้นแม้แต่เรียกร้องให้ทหารทำการรัฐประหารซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดหลักการของประชาธิปไตย
     กลุ่มเสื้อแดงตั้งชื่อกลุ่มว่า "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือนปช." เวลานัดชุมนุมจะพร้อมใจกันใส่เสื่อสีแดง อันเป็นที่มาของกลุ่มเสื้อแดง มีบทบาททางการเมืองระหว่างปี พ.ศ.2550 - 2553 แน่นอนว่ากลุ่มนี้จะเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับกลุ่มเสื้อเหลืองนั้นคือไม่เชื่อว่ารัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ทุจริต คอรัปชั่น สนับสนุน เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับอดีตนายกทักษิณ ต่อต้านการทำรัฐประหารจากทหาร และเชื่อว่ารัฐบาลสมัยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จัดตั้งรัฐบาลได้เพราะมีทหารหนุนหลัง
     กลุ่มเสื้อเหลืองลดบทบาทลงหลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี และภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งมีน้องสาวอดีตนายกทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี กลุ่มเสื้อเหลืองก็พยายามสร้างกระแสเพื่อขับไล่รัฐบาลแต่ก็จุดกระแสไม่ติด มุขแป๊กไปหมด
     กลุ่มเสื้อแดงค่อนข้างหนักหน่อยตรงที่โดนรัฐบาลสมัยอภิสิทธิ์เวชชาชีวะขอคืนพื้นที่ จนทำให้เดือนพฤษภาคม 2553 กลายเป็นพฤษภาเลือดอีกครั้ง มีคนตายเกือบร้อยศพ แม้พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง แต่กลุ่มเสื้อแดงปัจจุบันกระจัดกระจายเป็นหลายกลุ่มไม่มีเอกภาพ มีทั้งขัดแย้งกันเองก็มี
     ดังนั้นปรากฎการณ์การสวมหน้ากากเพื่อแสดงออกทางการเมืองในครั้งนี้ เป็นไปตามกระแสของภาพยนต์ที่กำลังฉายอยู่ตอนนี้นั้นคือเรื่อง V For Vendetta (วี ฟอร์ เวนเดตต้า เพชรฆาตหน้ากากพญายม)โดยมีโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างเฟสบุ๊คเป็นตัวขับเคลื่อนจุดกระแส อันนำมาสู่การต่อสู้ในโลกแห่งความเป็นจริง โดยจริงๆแล้วภาพยนต์เรื่องนี้บอกเล่าถึงตัวละครคนสำคัญคือที่มีตัวตนจริงๆในประวัติศาสตร์เขาชื่อ กาย ฟอคซ์ (Guy Fawlkes) เป็นชาวอังกฤษ ในช่วงปี ค.ศ. 1605 เป็นคนวางแผนจะสังหารพระเจ้าเจมส์ที่ 1 เนื่องจากข้อพิพาทกับนักบวชคริสต์นิกายคาทอลิก ช่วงนั้นมีการปราบปรามพวกคอทอลิกอย่างโหดเหี้ยม โดยมีแผนจะระเบิดสภา เพื่อฆ่าเหล่าขุนนาง และพระเจ้าเจมส์ที่ 1 โดยจะจุดระเบิดในวันที่ 5 พ.ย. 1605 แต่มาถูกจับได้เสียก่อน เหตุการณ์นั้นเรียกว่า "กบฏดินปืน" (Gunpowder Plot)
    สรุปคือ การสวมหน้ากากในการแสดงออกทางการเมืองก็เป็นแค่การหามุขใหม่แต่คนหน้าเดิมให้มีสีสันตามภาพยนต์ที่ชูอุดมการณ์ว่าหน้ากาก V เป็นตัวแทนของการต่อสู้ การเรียกร้องความเป็นธรรม การต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ มุขนี้จะแป๊กหรือไม่แป๊กก็ต้องรอดูต่อไปครับ

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อะไรน๊ะ ??? จะยุบ อบจ.เหรอ ฝันไปเถอะ

      นรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีแรงกระเพื่่อมจากหลายฝ่าย นั้นคือการจะยุบองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)
       ที่จริงการเสนอยุบ อบจ. ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในตอนนี้ แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วและได้รับการต่อต้าน ไม่เห็นด้วย บทความนี้จึงเสนอความเป็นไปเป็นมาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดดังนี้
       ก่อนที่จะกล่าวถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัดอยากนำเสนอภาพรวมว่าประเทศไทยมีการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินยังไง ซึ่งไทยเรานั้นแบ่งการบริหารราชการออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ (1) ส่วนกลางมีการจัดส่วนราชการเป็นกระทรวง กรม มีหน้าที่กำหนดนโยบาย หรือยุทธศาสตร์ พร้อมรับมอบนโยบายจากรัฐบาลผ่านคณะรัฐมนตรี  (2) ส่วนภูมิภาค มีการจัดหน่วยงานเป็นจังหวัดและอำเภอนอกจากนี้ยังมีหน่วยงานของแต่ละกระทรวงตั้งอยู่ด้วย เช่น พาณิชย์จังหวัด เกษตรอำเภอเป็นต้น (3) ส่วนท้องถิ่นปัจจุบันมี 5 แบบ ซึ่งสรุปได้ตามภาพ

   การปกครองส่วนท้องถิ่นมีลักษณะพิเศษตรงที่ให้คนในท้องถิ่นมีอำนาจในการบริหาร มีอิสระในการบริหารทั้งด้านนโยบาย บุคคล การเงิน วัสดุครุภัณฑ์ ทำให้มีข้อโต้แย้งจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยที่จะยุบ   อบจ. เนื่องจากว่าเป็นการลดการกระจายอำนาจ แต่เท่าที่รวบรวมข้อมูลจากสื่อต่างๆ มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือกลัวฐานเสียงพัง นั้นคือคะแนนเสียงหรือฐานเสียงของการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ชนะการเลือกตั้งในระดับชาติ
   นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องบุคลากรประจำที่มีจำนวนนับหมื่นคน ถ้ายุบแล้วจะโยกคนเหล่านี้ไปไว้ไหนไล่ตั้งแต่ตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดจนถึงลูกจ้างต่างๆ
   ถ้าจะดูความเป็นไปเป็นมาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้นมันก่อเค้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 นั้นคือหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ 1 ปี จะเห็นได้ว่าคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ
    .. 2481  ได้มีการตราพระราชบัญญัติสภาจังหวัด พ.. 2481 ทำหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาของกรมการจังหวัด
     .. 2498   ได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.. 2498
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.. 2498   กำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการส่วนจังหวัดภายในเขตจังหวัดซึ่งอยู่นอกเขตเทศบาล สุขาภิบาล และหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบอื่น
     พ.. 2540  ได้มีการตรา พ... องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.. 2540 มาใช้บังคับแทน พ...องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.. 2498 
    สรุป จะเห็นได้ว่า อบจ. มีอายุไม่น้อยกว่า 70 ปี การที่จะยุบนั้นควรมีการศึกษาผลกระทบและชี้แจงถึงข้อดีข้อเสียของการยุบให้กับทุกฝ่ายให้รับทราบ ถ้าทำงานซ้ำซ้อนจริง เปลืองงบประมาณจริงหรือการยุบมีข้อดีกว่าก็ยุบเถอะครับ อำนาจอยู่ในมือท่าน ส่วนข้อโต้แย้งที่บอกว่าลดการกระจายอำนาจนั้นท่านอย่าลืมนะครับ มีรูปแบบการปกครองหลากหลายรูปแบบที่สามารถกระจายอำนาจได้และอาจดีกว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดก็ได้ เช่นร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร ที่ร่างโดยประชาชนคนเชียงใหม่ ดังนั้นแล้วถ้ายุบแล้วเกิดผลดีก็ยุบเถอะ ก่อนปิดท้ายบทความขอให้ท่านอ่านและพิจารณาข้อความข้างล่างนี้ว่า จริงๆแล้วเรื่องนี้มีคนเข้าใจมากน้อยแค่ไหน หรือเป็นแค่ตาบอดคลำช้าง

       "  รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม รองประธานศูนย์ศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าพรรคเพื่อไทยทั้งพรรคมีความเข้าใจในเรื่องการปกครองท้องถิ่น และการกระจายอำนาจหรือไม่ แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือ รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ยอมเคลียร์ว่า อบจ.มีทำหน้าที่อะไร ส่วนตัวมองว่า อำนาจของรัฐบาลมีมากไป เจ้าหน้าที่ในระดับส่วนกลางตกอยู่ในอำนาจของรัฐบาลมากเกินไป ตลอดเวลารัฐบาลนำงบไปโป๊ะอยู่ที่จังหวัดมากไป ขณะที่งบขององค์กรท้องถิ่นได้น้อยเป็นอย่างมาก ดังนั้นแนวทางที่ถูกต้องคือเราต้องลดอำนาจรัฐบาล และเพิ่มอำนาจให้แก่ท้องถิ่น" (ที่มา :คมชัดลึกออนไลน์ วันที่ 4 มิถุนายน 2556)