วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะมาสารคาม เลยติดป้ายนี้ต้อนรับ


อัยยะ !! ทำไมต้องมาติดช่วงนี้ ติดเพื่ออะไร ทำไมเดินทางไปจังหวัดอื่นๆไม่
เห็นติด ก็เลยมานั่งนึก อ้อได้ข่าวว่าคณะของท่านนายกรัฐมนตรีจะเดินทางมา
จังหวัดมหาสารคามในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ค. นี้เป็นไปได้ไหมน้อที่ติดเพื่อเอาใจ
นายกฯ ช่างเถอะจะติดเพื่อหวังผลอะไรก็ช่าง แต่ผมติดใจข้อความมากกว่า
      พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นบุคคลโดดเด่นในทางการเมืองของไทย ตั้งแต่
ก้าวเท้าเข้ามานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในปี 2544 โดยช่วงที่เข้ามานั่งในเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
นั้นไม่ได้เข้ามานั่งแบบบริสุทธิ์ผุดผ่องโดยถูกฟ้องศาลรัฐธรรมนูญฐานความผิดการจงใจ
ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ
หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 หรือที่เรารู้จักในคดีซุกหุ้น
ซึ่งมีเดิมพันว่าถ้าศาลตัดสินว่าผิดไม่ได้นั่งเก้าอี้นายกฯ ถ้าไม่ผิดก็ได้นั่งเก้าอี้นายกฯ
ซึ่งเดิมพันครั้งนี้ถือว่าสูงยิ่งเพราะมีเก้าอี้นายกฯเป็นเดิมพัน ในฟากของเสียง
สนับสนุนแทบจะท่วมท้นหรือแทบจะทุบศาลได้ในพริบตาถ้าตัดสินว่าผิดไม่รู้ว่า
ศาลโดนแรงกดดันจากด้านไหนบ้างจนสุดท้ายมีมติ 8 ต่อ 7 เสียง ว่าไม่มีความผิด
ถ้าเป็นมวยต้องเรียกว่าชนะแบบค้านสายตา จนก่อให้เกิดวลีบรรลือโลกนั้นคือ
"บกพร่องโดยสุจริต" หลังจากชนะได้นั่งเก้าอี้นายกฯสมใจนึก ก็สามารถ
นั่งบริหารงานได้จนครบวาระ นั้นคือ 4 ปี ตลอดระยะเวลาที่บริหารงานอยู่นั้น
ฝ่ายที่คอยจับตามองการบริหารงานนั้น ได้บอกว่าบริหารงานแบบเผด็จการรัฐสภา
มีการทุจริตเชิงนโยบาย ซึ่งถือว่าทุจริตขั้นเทพฯ จนก่อให้เกิดวลีที่ว่า "มีใบเสร็จมาโชว์ไหม"
ในช่วงนี้ก็มีความพยายามที่ฟ้องการครอบครองหุ้นอีกครั้งที่รู้จักกันนั้นคือ ซุกหุ้นภาค 2
     หลังจากครบวาระเลือกตั้งใหม่ ในวันที่ 6 ก.พ. 2548  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
นำทัพสู้ศึกเลือกตั้งภายใต้สโลแกน 4 ปีซ่อม 4 ปี สร้าง และสามารถชนะการเลือกตั้ง
ถล่มทลายได้ที่นั่งถึง 377 ที่นั่งจาก500 ที่นั่ง มีคะแนนเสียงที่เทให้กับพรรคถึง 14 ล้านกว่าเสียง
อันเป็นที่มาของการเอา 14 ล้านเสียงมาอ้างความชอบธรรมทางการเมือง แต่การก้าวเข้ามา
นั่งเก้าอี้นายกฯสมัยที่สองใช่ว่าจะราบรื่นมีทั้งปัญหาเศรษฐกิจ และการรุกคืบของกลุ่มตรวจสอบ
รัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นำเสนอข้อมูลการทุจริต
การหมิ่นพระมหากษัตริย์ การบริหารงานแบบบริษัทเป็นเผด็จการรัฐสภา (ข้อมูลอีกด้าน
ในการวิเคราะห์ของผู้เขียนมองว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรถูกมองว่าบริหารงาน
แบบบริษัท เป็น CEO ของบริษัทนั้น จนคนมองว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา เป็น
เพราะตัวรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ต้องการให้เป็นแบบนั้น
เนื่องจากอดีตปัญหาประการหนึ่งของการเมืองไทยคือนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจที่แท้จริง
ต้องคอยเอาใจกลุ่มการเมือง เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน การเมืองไทยจะมีกลุ่มการเมืองต่างๆ
โดยมีหัวหน้ากลุ่มเป็นผู้ต่อรองทางการเมือง เช่น กลุ่มพญานาค กลุ่มวังน้ำเย็น กลุ่มวังบัวบาน
เป็นต้น ในการต่อรองนั้นถ้าไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรี หรือตำแหน่งทางการเมืองอันเป็นน่าพอใจก็
จะขู่นายกฯว่าจะย้ายพรรค หรือไม่สนับสนุน เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้
คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญมองว่าส่งผลให้การเมืองไม่มีเสถียรภาพ จึงกำหนดในรัฐธรรมนูญ ปี 2540
ให้ผู้ที่มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องหมดสภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้อำนาจต่อรองนี้หายไป
ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีมีไม้เด็ดถ้าไม่สนองนโยบายนายกรัฐมนตรี ถ้าโดนปลดจากรัฐมนตรีคุณก็ไม่มีค่า
ทางการเมืองเพราะไม่มีตำแหน่งอะไรเหลืออยู่เลย จะว่าไปแล้วตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เป็นหนูทดลองระบบใหม่นี้ ส่งผลให้รัฐธรรมนูญปี 2550 ยกเลิกไม้เด็ดนี้  เมืองไทยนี้ก็แปลก
นายกฯมีอำนาจมากก็ไม่ดี มีอำนาจน้อยไปก็ไม่ดี ตกลงจะเอาแบบไหน)
    เมื่อกลุ่มต่อต้านรัฐบาลจุดไฟติด มีแนวร่วมมากขึ้น คะแนนเสียงที่ได้รับมากมาย ที่นั่งที่กวาดมา
ได้มากมายก็ช่วยอะไรไม่ได้ เมื่อฟางเส้นสุดท้ายนั้นคือ การเทขายหุ้นให้เทมาเส็กฯ ซึ่งกลุ่มต่อต้าน
รัฐบาลได้นำมาเป็นเชื้อเพลิงในการขับไล่รัฐบาลเพราะการขายครั้งนี้ ครอบครัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ได้รับผลประโยชน์ 7 หมื่นล้านบาท แต่ไม่เสียภาษีแต่อย่างใด เมื่อทนแรงกดดันไม่ไหวจึงประกาศยุบสภา
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 และมีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 เมษายน 2549 การเลือกตั้งครั้งนี้มีกระแส
ข่าวว่ามีการทุจริตการเลือกตั้ง และมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นนั้นคือ พรรคประชาธิปัตย์ ชาติไทย
มหาชนคว่ำบาตรการเลือกตั้ง ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งลงแข่งขัน


ที่มาของภาพ : วิกิพีเดีย
โดยมีเกมส์เดิมพันว่าถ้าในเขตนั้นมีผู้สมัครคนเดียวต้องได้คะแนนร้อยละ 20 ถึงจะรับรอง
ผลการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีกระแสให้ประชาชนกาช่องม่ลงคะแนน (โนโหวต)
       ผลการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยก็ชนะเหมือนเดิม แต่ได้ ส.ส.ไม่ครบเขต ต้องเลือกอีกครั้งในวันที่
23 เมษายน 2549 ใน 17 จังหวัด การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้ประท้วงการเลือกตั้ง มีการฉีกบัตรการเลือกตั้ง
และนายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กกต. ผลการพิจารณา
คณะกรรมการการเลือกตั้งมีความผิดตามฟ้อง ต้องติดคุก และสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้งใหม่
และให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2549 แต่อนิจจายังไม่มีการเลือกตั้งทหาร
ก็ทำการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ภายใต้ชื่อคณะปฏิรูปการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน
เป็นหัวหน้าในการรัฐประหารของทหารครั้งนี้ต่างจากอียิปต์ที่ตอนนี้มีการต่อต้านทหาร จนเกิดการ
นองเลือด แต่ของไทยในปี 2549 มีประชาชนมอบดอกไม้ และถ่ายรูป ประหนึ่งเทศกาลงานวันเด็ก




(ขอขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต)
      ซึ่งเหตุผลในการทำรัฐประหารนั้นพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้เป็นหัวหน้าได้นำความกราบบังคมทูล
พระกรุณา ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้ก่อให้เกิดปัญหา ความขัดแย้งแบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคี
ของ คนในชาติ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังเอาชนะ
ด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ และมีแนวโน้มนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยประชาชนส่วนใหญ่
เคลือบแคลงสงสัยว่า การบริหารราชการแผ่นดิน ส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบ อย่างกว้างขวาง
หน่วยงานอิสระ ถูกการเมืองครอบงำ ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เกิดปัญหา และ อุปสรรค
หลายประการ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์
ผู้ทรงเป็นที่เคารพ เทิดทูน ของปวงชนชาวไทย อยู่บ่อยครั้ง แม้หลายภาคส่วนของสังคม
จะได้พยายามประนีประนอม คลี่คลายสถานการณ์ มาโดยต่อเนื่องแล้ว ก็ไม่สามารถรักษา
ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้
            หลังจากนั้นก็มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความ
เสียหายแก่รัฐ ชื่อย่อ คตส. เป็นคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ซึ่งนำมาสู่การฟ้องร้องหลายคดี เรียกว่าเป็นการรื้อขนแกะกันเลยทีเดียว ผลการฟ้องร้องนำมาสู่
คำพิพากษาคดีที่ชัดเจนเป็นหมายเลขแดง นั้นคือคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯและมีคำพิพากษาจำคุก
พ.ต.ท.ทักษิณจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี และยกฟ้องคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา
แต่แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มารับโทษ จนนำมาสู่หมายจับ




ขอขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต
             ปัจจุบันถึงแม้จะมีหมายจับ และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีคนไปพบไปหามากมาย ไม่เว้นแม้แต่
นายตำรวจ นายทหาร รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ประหนึ่งว่าหมายจับมันแค่เศษกระดาษใบหนึ่ง
นี้หรือกระบวนการยุติธรรมของไทยยิ่งคดีของพระที่ชื่อหลวงปู่เณรคำ DSI กระเหี่ยนกระหือรือจะตามจับให้
ได้และล่าสุดผู้ใช้ชื่อ คนไทยรักชาติก็ปล่อยคลิปออกมา โดยเนื้อหามันบ่งชี้ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีตัวจริง
ปัจจุบันนี้ไม่ใช่ใครอื่น ก็เป็นคนเดียวกับเมื่อปี 2544 
 เป็นที่ชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดจริง ซึ่งมีคำพิพากษาแล้ว
 เป็นที่ชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวจริงเสียงจริงของผู้ชักใยรัฐบาล
และที่สำคัญไม่มีกฎหมายมาตราใดที่ห้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ห้ามเข้าประเทศไทย
 ไม่จำเป็นต้องติดป้าย ทวงคนดีคืนถิ่น เอาทักษิณ กลับบ้าน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น